ใหม่ Mitsubishi Mirage รุ่นปรับโฉม Minorchange

ราคาของรุ่นปรับโฉมอย่างเป็นทางการ

ตัวถูกสุด เกียร์ธรรมดา 1.2 GL M/T  383,000 บาท

ตัวกลาง เกียร์ธรรมดา 1.2 GLX M/T 439,000 บาท

ตัวกลางเกียร์อัตโนมัติ 1.2 GLX CVT 473,000 บาท

ตัวรองท๊อปเกียร์อัตโนมัติ 1.2 GLS CVT 539,000 บาท

ตัวท๊อปเกียร์อัตโนมัติ 1.2 GLS-Ltd CVT 567,000 บาท

สำหรับสีตัวถัง มีเพิ่มเติมมาใหม่อีก 3 สี

1. สีแดงไวน์ (Wine Red)

2. สีส้มจี๊ด(Sunrise Orange)

3. สีเทาไทเทเนียม (Titanium Grey)

และที่สำคัญมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบรถยุโรปเลย 

เฉพาะรุ่น GLS-LTD และ GLS 

- ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (ที่ความเร็วต่ำ) 
(FCM-LS : Forward Collision Mitigation System-Low Speed Range) 
ใช้คลื่นเลเซอร์เรดาร์ในการประเมินระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าหากพบว่ามีความเสี่ยง
ที่จะชนรถยนต์คันหน้าในช่องทางเดียวกัน ระบบจะทำการเตือนและช่วยชะลอความเร็ว 
ที่ความเร็วโดยประมาณไม่เกิน 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง

- ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (เฉพาะด้านหน้า) 
(RMS-FORWARD : Radar Sensing Misacceleration Mitigation System-Forward) 
โดยระบบจะตรวจจับวัตถุด้านหน้าหากมีการเหยียบคันเร่งผิดพลาดอย่างรุนแรงและรวดเร็ว 
ระบบจะทำการเตือนและตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะอัตโนมัติเพื่อให้ผู้ขับขี่เบรกรถได้ทัน
ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการชน ที่ความเร็วโดยประมาณไม่เกิน 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง 
โดยมีระยะห่างด้านหน้าโดยประมาณไม่เกิน 4 เมตร

และสำหรับทุกรุ่นนั้นมาพร้อมกับ

ติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC-Active Stability Control) 
และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA-Hill Start Assist System) 
รวมทั้งระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS-Anti Lock Braking System) 
ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรก แบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD-Electronic Brake Force Distribution) 
และระบบเสริมแรงเบรก (BA-Brake Assist) ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับ
และระบบ ผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่งซึ่งในรุ่น GLS-LTD และ GLS เป็นแบบ 2 ทิศทาง (ด้านคนขับ)






ที่มา: headlightmag.com


Review MG3 แฮตช์แบกที่คุ้มค่าที่สุด


สวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านครับ ในบทความนี้ เราก็จะมาพบกับรถยนต์ ยี่ห้อใหม่ที่เปิดตัวในเมืองไทย
ซึ่งโมเดลนี้ เป็นโมเดลที่ 2 ของยี่ห้อ MG ครับ โดย MG3 ตัวนี้ จะมีรุ่นหลักๆ อยู่ 2 ตัว นั่นคือ  MG3 แบบตัวถัง แฮตช์แบก แล้วก็ แบบยกสูง มีชื่อรุ่นว่า Xross ก็ยกขึ้นสูงจากตัวธรรมดา 10 มิลลิเมตร ก็ ถือว่าไม่สูงกว่ากันเท่าไหร่น่ะครับ และก็จะมีชุดแต่งรอบคัน เบาะหนังสี ทูโทน (ดำตัดกับส้ม) ล้ออัลลอย 16 นิ้ว

อันนี้เป็นรูปภาพของรุ่น Xross ครับ ซึ่งภายในก็จะเหมือนกับตัว  แฮตช์แบกทุกอย่าง ต่างกันแค่เบาะครับ
เพราะฉะนั้น เราจะเน้นมาที่ ตัวแฮตช์แบก กันน่ะครับ


เรากลับมาที่ ตัวแฮตช์แบกกันน่ะครับ เรามาดูในส่วนของด้านหน้ากันน่ะครับ ก็จะมีโคมไฟหน้าขนาดใหญ่ แบบมัลติรีเฟกเตอร์ แบบรมดำส่วนฝาครอบโคมไฟก็จะมีโลโก้ MG ครับ รับกับกระจังหน้าแบบลงตัวพอดี ซึ่งดูไปดูมา ก็แอบคล้าย MG6 อยู่ไม่น้อยเลยน่ะครับในส่วนกระจังหน้า      ถัดมาอีกก็จะเป็นไฟเดย์ไลท์น่ะครับ และก็มีสเกิตร์รอบคันครับ
ในส่วนของด้านข้าง ก็จะมีกระจกมองข้าง ขนาดใหญ่ พร้อมไฟเลี้ยว ล้ออัลลอย 15 นิ้ว

และในส่วนด้านท้าย ก็จะมีโคมไฟท้ายขนาดใหญ่ ยาวลงมา คล้ายๆ ฮอนด้า CR-V มาพร้อมกับที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง ที่เปิดประตูด้านท้าย ไฟเบรกดวงที่ 3  และโลโก้ MG3 ดูสวยดูดีใช้ได้ครับ

























ในส่วนของภายใน  พวงมาลัยก็จะเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่นน่ะครับ มีปุ่มควบคุมวิทยุ อยู่ที่ก้านพวงมาลัยน่ะครับ  และ ในส่วนของ ตอนโซลตรงกลางน่ะครับ ก็จะมีช่องเก็บของ อยู่ด้านบนสุด มีฝาปิดแบบเลื่อนปิดเปิดได้  และข้างในช่องเก็บของ ก็จะมีที่เสียบ USB สำหรับชาจโทรศัพท์ หรือ เปิดเพลงฟังก็ได้ น่ะครับ
ในส่วนของช่องแอร์ก็จะ ดีไซน์แบบ โค้งมนน่ะครับ ส่วนสองด้านข้าง จะเป็นช่องแบบวงกลม ตรงช่องจะมีที่ปรับเลื่อนขึ้นลงได้ เหมือนรถทั่วไปนั่นแหละครับ





มาดูตรงช่องเก็บของน่ะครับ ก็ถือว่าค่อนข้างเล็กไปนิดนึงน่ะครับ แต่มันก็ใส่ของได้อยู่น่ะครับ อาจจะเป็น ขนม หรือว่า สมุดจดบันทึกอะไรก็ว่ากันไปน่ะครับ



แผงหน้าปัดก็จะบอกข้อมูลต่างน่ะครับ ในส่วนของไฟเลี้ยวน่ะครับ ก้านไฟเลี้ยวนั้น จะอยู่ฝั่งซ้ายมือ ซึ่งจะแตกต่างจาก รถญี่ปุ่นทั่วไป เพราะก้านไฟเลี้ยวจะอยู่ขวามือ ถ้าใครเคยขับรถที่มีก้านอยู่ขวามือ ก็อาจจะไม่คุ้นมือสักเท่าไหร่    นอกนั้น ก็จะมีไฟ บอกตำแหน่งเกียร์ บอกน้ำมัน แต่ไม่มีเข็มวันอุณหภูมิมาให้ ซึ่งก้จะเป็นแบบเตือนบนหน้าปัดแทนน่ะครับ ซึ่งผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ และแอร์จะเป็นแบบ ดิจิตอล แต่ไม่ใช่แอร์ออโต้น่ะครับ 

และในส่วนของเกียร์ของ MG3 น่ะครับ จะเป็นระบบเกียร์แบบ Selemetic รูปร่างหน้าตา ค่อนข้างจะแปลกตานิดนึง ส่วนการใช้งานน่ะครับ ถ้าจะเข้าเกียร์ว่าง ดันมาขวาสุด แล้วก็ ขึ้นบนสุด ถ้าดันลงมา ก็เป็นเกียร์ถอยหลังน่ะครับ แล้วก็จะมีโหมด sport ให้ด้วยน่ะครับ 



ตรงคอนโซลกลางน่ะครับจะมีปลั๊กไฟ 12 โวลต์ แต่ว่าไม่มีที่จุดบุหรี่มาให้เหมือนรถทั่วไปน่ะครับ
ถัดมาเป็นไฟฉุกเฉินน่ะครับ ถัดมาอีก ก็จะเป็นปุ่มเปิดปิด traction contro หรือระบบป้องกันล้อหมุนฟรีน่ะครับ  ส่วนที่เปิดฝากระโปรง จะอยู่ฝั่งซ้าย หรือฝั่งคนนั่งครับ ถ้าจะให้ดี ควรอยู่ขวานั่นแหละครับ จะได้ไม่ลำบากคนนั่งครับ  ส่วนสวิตล็อคประตูนั้น จะอยู่ใต้ช่องแอร์น่ะครับ ถ้าหากเวลารถจอดแล้ว หากประตูยังล็อคอยู่ ถ้าอยู่ฝั่งผู้โดยสารด้านหลัง การที่จะมาปลดล๊อคด้านหน้า คงจะลำบาก แต่มันมีวิธีอยู่ครับ คือ เราก็เปิดประตูธรรมดานั่นแหละครับ แต่ต้อง เปิดสองครั้ง เพราะครั้งแรกเป็นการปลดล็อค และครั้งที่สองเป็นการ เปิดประตูครับ ผมอธิบายพอเข้าใจหรือป่าวครับ  ^ ^

และในส่วนของผู้โดยสารด้านหลังนั้น ผมให้ผ่านครับ ไม่มีปัญหา กว้าง เท่าๆ CITY หรือ VIOS นั่นแหละครับ ส่วนที่เก็บของท้ายรถ มันก็ พอๆกับแจ๊สนั่นแหละครับ แต่อาจเล็กกว่ากันนิดหน่อย คือก็กว้างกว่า นิสสัน มาร์ชอยู่น่ะครับ


ภาพรวมการขับขี่


ช่วงการออกตัวครั้งแรกน่ะครับ รถจะทำการล็อคอัตโนมัติน่ะครับ ช่วงออกตัว หรือ 0-100 นั้น ถ้าเป็นโหมดเกียร์ ออโต้ น่ะครับ มันก็จะพอๆ กับ บรรดาอีโค่คาร์นั่นแหละครับ แต่ถ้าเป็นโหมด เกียร์ธรรมดา นั้นก็จะค่อนข้างกระชับกระเฉงขึ้นน่ะครับ พอที่จะฟัดกับพวก B-segment พอได้อยู่น่ะครับ ส่วนพวงมาลัยนั้น สำหรับผมถือว่า โอเคน่ะครับ ตึงมือใช้ได้ แต่เวลาเลี้ยว อาจจะ เพิ่มวงเลี้ยวไปอีกนิดนึง เมื่อเทียบกับบรรดารุ่นเดียวกัน  ในส่วนช่วงล่างนั้นน่ะครับ มาในแนวนุ่มแต่หนึบใช้ได้ครับ ถือว่าดีในอันดับต้นๆเลย
ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนั้น ผมวัดจากสถานการณ์ รถขับไปเรื่อยๆ ใช้ความเร็ว 100 บ้าง 120 บ้าง 90 บ้าง แต่ไม่ถึงกับรถติดเลยน่ะครับ เฉลี่ยประมาณ 15-16 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ถ้าขับในเมืองรถติดๆ ก็อาจจะด้อยกว่านี้น่ะครับ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของคุณนั่นแหละครับว่ามันจะกินมากหรือกินน้อย


ข้อมูลทางเทคนิค

เครื่องยนต์เบนซิน บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,498 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก
75 x 84.8 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.5 : 1 หัวฉีด Multi-Point Injection
พละกำลังสูงสุด 106 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 137 นิวตันเมตร 
(13.96 กก.-ม.) ที่ 4,750 รอบ/นาที ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ 136 กรัม/กิโลเมตร
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย ตามมาตรฐานการวัด EU เฉลี่ย 5.8 ลิตร / 100 กิโลเมตร

10 อันดับรถซูเปอร์คาร์ที่สวยสะดุดตาที่สุด ในปี 2013

อันดับที่ 10. Hennessey Venom GT





อันดับที่ 9. Ferrari 599XX




อันดับที่ 8. Gumpert Apollo





อันดับที่ 7. Ferrari Enzo





อันดับที่ 6. Saleen S7





อันดับที่ 5.Lamborghini Aventador





อันดับที่ 4.Citroen GT





 อันดับที่ 3. Koenigsegg Agera R





อันดับที่ 2. Pagani Zonda R





และอันดับที่ 1. Bugatti Veyron